เปิดใจ แม็กซ์ มิงเกห์ลล่า หวานใจตัวจริงของ แอล แฟนนิ่ง ผู้กำกับไฟแรงแห่ง Teen Spirit

คุณพอเล่าเรื่องราวในภาพยนตร์ให้ฟังได้ไหม
Teen Spirit เล่าเรื่องราวของ ไวโอเล็ต วาเลนสกี้ เด็กสาวผู้อพยพมาจากประเทศโปแลนด์ที่อาศัยอยู่กับแม่ใน ไอล์ออฟไวท์ เกาะเล็ก ๆ นอกชายฝั่งอังกฤษ เธอมีโอกาสได้เข้าไปออดิชั่นประกวดร้องเพลงในชุมชนของเธอ ทำให้หลังจากนั้นไวโอเล็ตตัดสินใจเดินหน้าตามหาความฝันโดยได้รับความช่วยเหลือจากครูฝึก (วแลด) ที่อาจไม่ค่อยเต็มใจช่วยเท่าไหร่ แม้ฉากหลังของเรื่อจะว่าด้วยการประกวดร้องเพลง แต่ตัวหนังบอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร 2 ตัวว่าพวกเขาแต่ละคนส่งผลถึงกันอย่างไร นี่ไม่ใช่แค่หนังที่บอกเล่าเรื่องราวของไก่รองบ่อนแบบที่เคยเป็น ไวโอเล็ตเป็นคนที่เก่งกาจมาตั้งแต่ต้น แต่เธอถูกปีศาจที่อยู่ในใจปิดกั้นตัวเองไว้ไม่ให้ปลดปล่อยความสามารถที่แท้จริง การแข่งขันในครั้งนี้กลายมาเป็นบททดสอบว่าตัวเธอเองมีความสามารถมากเพียงใด”

การร่วมงานกับ แอลล์ แฟนนิ่ง เป็นอย่างไรบ้าง และเธอเหมาะสมกับบทนี้อย่างไร
“ทั้งแอลล์และไวโอเล็ตต่างเปล่งประกายในจังหวะที่ใช่ มีความน่าหลงใหลและเส้นขนานที่ไม่คาดคิดระหว่างตัวเธอและตัวละครของเธอที่ช่วยยกระดับเรื่องราว เธอมาพร้อมความชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าเธอเข้าใจในบทนี้อย่างดีและรู้ว่าจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร เธอเป็นนักแสดงชั้นยอดอย่างไม่ต้องสงสัยเลยครับ เธอยังเป็นมืออาชีพอย่างมากซึ่งมันสำคัญทีเดียว การถ่ายทำในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เธอทุ่มสุดตัวเพื่อเตรียมพร้อมกับการถ่ายทำในแต่ละวัน”

แอลล์ มีเสียงที่น่าทึ่งมาก คุณประทับใจในการแสดงของเธออย่างไรบ้าง
“เรารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าแอลล์มีเสียงที่ไพเราะมาก แต่ยังไม่เคยมีคนสำรวจในส่วนนี้เท่าไหร่ อย่างน้อยก็ในหนัง เธอยังกระตือรือร้นและตื่นเต้นที่จะได้ทำงานนี้ด้วย เธอเตรียมความพร้อมหนักมากในการรับบทนำในหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ในเรื่องของการตีความตัวละครที่เป็นคนโปแลนด์และการเต้น แต่ยังรวมถึงการฝึกการใช้เสียง นักร้องมืออาชีพส่วนมากไม่จำเป็นต้องแสดงหลายเทคเวลาแสดงโชว์ แต่แอลล์สามารถทำทุกเทคให้ออกมาดีได้ทุกครั้ง เวลาเธอร้องเพลง เราจะบันทึกเสียงแบบสด ๆ และเป็นสิ่งที่ล้ำค่าอย่างมากในหนังเรื่องนี้ ผมเชื่อเลยว่าคนดูจะต้องทึ่งในการร้องเพลงของเธอ”

คุณพอจะเล่าได้ไหมว่าบทบาทของ มาริอุส เดอ วรีส์ กับการทำงานร่วมกับแอลล์และการเตรียมความพร้อมของเธอนั้นเป็นอย่างไรบ้าง
“ยอดคอมโพเซอร์และผู้อำนวยการดนตรีในหนังเรื่องนี้ของเรา มาริอุส เดอวรีส์ ถือเป็นยอดวีรบุรุษของผมเลย นอกจากเขาจะสำคัญสำหรับผม ยังสำคัญสำหรับแอลล์ด้วย พวกเขาต่างไว้ใจและเคารพซึ่งกันและกันและมันยังส่งผลถึงความสัมพันธ์บนจอระหว่าง วแลด และ ไวโอเล็ต ด้วย เกิดความเป็นเพื่อนซึ่งผมคิดว่ามันนำไปสู่ความเป็นเอกลักษณ์ในตัวงาน มันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากความเป็นมิตรและความไว้ใจกัน พวกเขาใช้เวลาหลายเดือนช่วยกันพัฒนาเสียงของแอลล์ตั้งแต่ก่อนที่เราจะเริ่มงานสร้างเสียอีก และมันช่วยให้ผมเกิดความรู้สึกทะเยอทะยานในการทำงานมากขึ้นด้วยเมื่อรู้ว่าฐานของเธอมั่นคงดีแล้ว”

สำหรับตัวละคร วแลด ของ ซลัตโก้ บิวริค มีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง
“บทของ วแลด เขียนขึ้นมาเพื่อ ซลัตโก้ เลยครับตั้งแต่ตอนเป็นดราฟท์แรก ๆ เขาเป็นตัวเลือกเดียวที่ผมอยากให้มารับบท เขามีความเป็นตัวของตัวเองสูง เป็นคนใจใหญ่ เขาโกหกใครไม่เป็น เขามีความน่าเชื่อถืออย่างมาก มันเหมือนเป็นการวางรากฐานให้กับหนัง และยังมั่นใจได้ด้วยว่าคนดูจะมองเห็นด้านที่น่าเห็นอกเห็นใจในตัวของเขาด้วยอย่างแน่นอน”

หนังของคุณมาพร้อมนักแสดงสมทบฝีมือดี คุณมีวิธีการคัดเลือกนักแสดงเหล่านี้มาได้อย่างไร
“ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณการช่วยเหลือของ จูลี่ ฮาร์กิ้น ซึ่งเป็นผู้คัดเลือกนักแสดงครับ ผมเป็นแฟนผลงานของเธอมานานแล้ว และเธอมีรสนิยมในการเลือกคนดีมาก ผมไม่อยากให้คนดูหนังรู้สึกว่ามันโดดออกไปจากความเป็นจริง เราเลยพยายามเลือกคนโดยดูจากความเรียบง่ายที่สุด ไม่เคยมีความรู้สึกว่ากดดันในการเลือกใครมาแสดงเลยสักคนนะครับ เราเลือกคนที่ใช่มารับบท และเราก็โชคดีมากที่ได้นักแสดงวัยรุ่นที่มีเสน่ห์ ความสามารถ และความเป็นธรรมชาติมาเล่นในหนังเรื่องนี้ คลาร่าที่รับบทเป็น โรซี่ น่าจะเป็นนักแสดงวัยรุ่นคนแรกที่เราเลือกมา เธอมีเสียงที่โดดเด่นและสัมผัสได้อย่างชัดเจน เธอเป็นคนที่สามารถสร้างผลกระทบให้สั่นสะเทือนไปยังตัวละครอื่นๆ และหนังเรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็ว ในทางกลับกันตัวละคร ลุค เป็นคนที่หาค่อนข้างยากและเราต้องใช้เวลานานทีเดียว จนจูลี่ไปเจอ อาร์ชี่ แมดเดอเกว เล่นละครเวทีเข้าเขามีความอ่อนไหวและความเป็นผู้ใหญ่ที่เราตามหาอยู่พอดี ประโยชน์อย่างหนึ่งของการถ่ายทำหนังที่อังกฤษคือเราสามารถเจอคนที่มีความสามารถทั้งทางหน้ากล้องและหลังกล้องเต็มไปหมดเลยครับ”

คุณยังได้มือฉมังสายดนตรีอย่าง มาริอุส เดอ วรีส์, สตีเว่น กิซิกิ รวมถึงนักออกแบบท่าเต้นอย่าง จอนนี่ และ อาเมียร์ มาร่วมงานด้วย การทำงานกับพวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง
“ผมเคยร่วมงานกับโปรดิวเซอร์มือฉมัง เฟร็ด เบอร์เกอร์ ผลงานที่ผ่านมาของเขาบ่งบอกว่าเขาเป็นคนที่เก่ง และการที่เราได้คนมีความสามารถขั้นสุดยอดมาเล่นหนังเรื่องนี้ ส่วนสำคัญต้องขอบคุณเขาเลยครับ พวกเขาต่างเคยทำงานร่วมกันมาใน La La Land ทีมงานไว้ใจเขา เคารพเขา และด้วยประสบการณ์เหล่านั้นเอง ผมเชื่อว่าผมเองก็น่าจะสามารถทำงานกับเขาได้ดีเช่นกัน ผมคิดว่าพวกเขาต่างมีช่วงเวลาการทำงานที่สนุกสนานบนความท้าทายอย่างมากในครั้งนี้ กรณีของ จอนนี่ และ อาเมียร์ ถือเป็นตัวเลือกที่น่าตื่นเต้นแม้จะไม่ได้เป็นตัวเลือกที่เห็นได้ชัดในช่วงแรก พวกเขาเคยทำงานสายโอเปร่ามาก่อน และมีความชำนาญอย่างมาก พวกเขาเพิ่งเสร็จงานสร้างเวทีแสดงโอเปร่าเป็นส้วมขนาดยักษ์มาหมาด ๆ! พอผมมาคิดถึงหนังเรื่องนี้ คิดถึงดินแดนของการแข่งขันร้องเพลง ผมพยายามทำให้มันน่าสนใจขึ้นมาและผมเชื่อว่าสามารถทำให้มันแตกต่างไปจากสิ่งเดิม ๆ ได้ ด้วยการเล่าเรื่องให้เห็นได้ชัดจนอาจจะชัดเจนยิ่งกว่าท่วงท่าเต้นต่าง ๆ เสียอีก”

เพลงประกอบในเรื่องก็น่าทึ่งไม่น้อย กระบวนการคัดเลือกเพลงมาใช้เป็นอย่างไรบ้าง
“สำคัญมากครับในการทำให้ฉากเล่นดนตรีในแต่ละช่วงผลักดันเรื่องราวให้เดินหน้าต่อไป แล้วช่วยจุดประกายให้กับชีวิตของไวโอเล็ตด้วย เพราะฉะนั้น แต่ละเพลงที่เลือกมานั้นนอกจากจะมีประโยชน์ด้านอารมณ์แล้ว ยังมีประโยชน์ต่อการเล่าเรื่องอย่างมากด้วย ผมพยายามจะปล่อยให้แต่ละฉากนั้นควบคุมบทเพลง โดยผมจะคัดเพลงจากในลิสต์ iTune ของผม การนำเพลง Tattooed Heart ซึ่งโรซี่ใช้มันแสดงในช่วงสุดท้ายของเรื่องมาใช้ถือเป็นข้อยกเว้นประการสำคัญ สาเหตุที่มันมาอยู่ในหนังเรื่องนี้เพราะผมรักอัลบั้มแรกของ อาเรียน่า แกรนเด อย่างมาก เพลงนี้ทำให้ผมยิ้มได้และมีความสุขเสมอ ทุกเพลงในหนังเรื่องนี้ถูกวางไว้อย่างเฉพาะเจาะจงเอาไว้ในบทแล้วได้ปรากฏอยู่ในหนังในท้ายที่สุดด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมากสำหรับผม ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นเพราะ สตีเว่น กิซิกิ ที่สร้างปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นจริง เช่นเดียวกับทาง Interscope ที่เปรียบเสมือนแม่พระที่คอยช่วยเหลือพวกเรามาตลอด”

 

หนังเรื่องนี้ดูสวยงามมาก คุณมีการพูดคุยเรื่องการสร้างสุนทรียะกับ ออทั่ม อย่างไรบ้าง พวกคุณกล่าวชื่นชมกับในกองถ่ายบ้างไหม
“ผมว่าเธอคืออัจฉริยะเลยครับ การทำงานกับไฟของเธอน่าทึ่งมาก เราพยายามคิดถึงงานในหลากหลายมุมมอง และเรามองการทำหนังเรื่องนี้ผ่านหลายจุดยืน และการสนทนาของเรานำพาให้เกิดงานที่แสนวิเศษนี้ขึ้นมา เราทั้งคู่รู้จักกันมาพักใหญ่แล้ว เรามักจะแชร์ภารในหัวและไอเดียกันอยู่เสมอตอนจะถ่ายทำ และเราต่างมีความรู้สึกถึงรสนิยมของกันและกันในมุมมองของแต่ละฝ่าย มันกลายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างมากเลยครับในการทำงานด้วยเวลาที่แสนสั้น”

ดูเผิน ๆ ถือเป็นหนังที่ทะเยอทะยานอย่างมากสำหรับการเป็นหนังเรื่องแรกของคุณ คุณพบเจออุปสรรคอย่างไรบ้าง
“ผมเจอเรื่องท้าทายมาเยอะเลยครับ แต่ผมก็โชคดีได้เจอเรื่องดี ๆ บ่อยเหมือนกัน เราโชคดีในทุกขั้นตอนที่ได้คนเก่งๆ มาทำงานในหนังเรื่องนี้และมีคนคอยสนับสนุนอีกมาก ผมไม่เคยคิดว่าหนังจะสำเร็จขึ้นมาได้เลย บทหนังดราฟท์แรกเขียนขึ้นในปี 2009 แต่ตอนนี้ก็ 9-10 ปีเข้าไปแล้ว มันถือเป็นการเดินทางที่ยาวนานจริงๆ การที่หนังสามารถออกมาอย่างที่ผมอยากให้มันเป็นได้ ต้องขอบคุณเฟร็ด เบอร์เกอร์ อย่างมากครับ เขารับเครดิตเป็นผู้อำนวยการสร้างคนเดียวของหนังและมีเหตุผลสำคัญที่เป็นเช่นนั้น ทุกคนคิดว่าหนังเรื่องนี้ไม่มีทางเป็นรูปเป็นร่างได้ แต่เขาพยายามผลักดันมันเสมอ เขาคอยอยู่เคียงข้างผมในทุกขั้นตอนเป็นทั้งผู้สนับสนุนและคอยท้วงติงเพื่อเตือนสติผมอยู่เสมอ ผมเป็นหนี้บุญคุณเขาเยอะเลยครับ”

“Teen Spirit ทีน สปิริต” สู้เพื่อฝันพร้อมกัน 2 พฤษภาคม ในโรงภาพยนตร์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *