เบื้องหลังงานสร้าง กว่าจะมาเป็น Ghost in the Shell

Ghost in the Shell เรื่องราวนี้วางเหตุการณ์เอาไว้ในสังคมโลกอนาคตที่ไม่ไกล ที่ซึ่งเส้นแบ่งระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยีแทบจะเลือนหายไปแล้ว Ghost in the Shell ภาพยนตร์ล้ำจินตนาการเรื่องนี้เป็นการติดตามหาจุดกำเนิดของ เมเจอร์ มนุษย์ที่ผ่านการปรับแต่งด้วยไซเบอร์จนประสบความสำเร็จคนแรกของโลก และเธอคือผู้นำหน่วยต่อต้านอาชญากรรม เซ็คชั่น 9

นับแต่ที่มีการตีพิมพ์มังงะของ ชิโร่ มาซามูเนะ ออกจำหน่ายในปี 1989 Ghost in the Shell ได้สร้างฐานผู้ติดตามจากทั่วโลก รวมถึงผู้กำกับที่ทรงอิทธิพลอย่าง สตีเว่น สปีลเบิร์ก, เจมส์ คาเมร่อน และพี่น้องวาซอว์สกี้ และก่อกำเนิดเป็นงานภาพยนตร์อนิเมะที่โดดเด่นถึงสองเรื่อง และซีรีส์ทางทีวีอีกสองเรื่อง รวมถึงนิยาย วิดีโอเกมส์ และโมบายเกมส์

ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา ความนิยมของ Ghost in the Shell ได้เติบโตขึ้น เช่นเดียวกับธีมของเรื่องที่ตรงประเด็นมากยิ่งขึ้น “มันคือเรื่องราวที่เป็นการเตือนเกี่ยวกับเทคโนโลยี” ผู้อำนวยการสร้าง อาวี อารัด อดีตประธาน, ซีอีโอ และผู้ก่อตั้งมาร์เวล สตูดิโอส์ กล่าว “Ghost in the Shell ได้สร้างคำถามเชิงปรัชญาที่น่าสนใจในฉากที่เป็นโลกอนาคต แต่ยังบังเอิญสอดคล้องกับปัญหาที่พวกเราเผชิญหน้าอยู่ในตอนนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่ท้าทายเราในฐานะปัจเจกชน ประวัติความเป็นมาของเราซึ่งขัดแย้งกับการกระทำ และทั้งหมดนี้มีอยู่ในเนื้อหาของภาพยนตร์แอ็กชั่นฟอร์มใหญ่ที่น่าตื่นเต้น”

 

ภาพยนตร์เรื่องนี้เริ่มต้นการเดินทางอันแสนยาวไกลสู่จอภาพยนตร์ เมื่อ อาวี อารัด ได้เสนอไอเดียของโปรเจ็กต์นี้ให้กับ สตีเว่น สปีลเบิร์ก โดยได้รับความช่วยเหลือจากแหล่งข้อมูลที่ไม่คาดฝัน “ผมไปพบสตีเว่นกับลูกสาวของเขาที่ชายหาดในมาลีบู” อารัดเล่า “เธอรู้หมดทุกอย่างที่คุณจินตนาการเกี่ยวกับ Ghost in the Shell เธอเสนอไอเดียให้ผม นั่นคือจุดที่เราเริ่มแลกเปลี่ยนความคิดกัน”

ในปี 2008 สปีลเบิร์กและดรีมเวิร์กส์ ได้ซื้อลิขสิทธิ์เพื่อนำ Ghost in the Shell มาสร้างเป็นภาพยนตร์ที่ใช้คนแสดง โดยมี อาวี อารัด, อารี อารัด, สตีเว่น พอล และไมเคิล คอสติแกน ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้าง และเท็ทสึ ฟูจิมูระ, โยชิโนบุ โนมะ, มิทซูฮิสะ อิชิกาวะ และเจฟฟรีย์ ซิลเวอร์ ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหาร เป็นเวลาเกือบ 8 ปีในความพยายามที่จะได้มาซึ่งบทภาพยนตร์ที่ลงตัวที่สุด รวมถึงการหาตัวผู้กำกับและนักแสดง

ในการหาตัวผู้จะมาทำหน้าที่กำกับโปรเจ็กต์สุดทะเยอทะยานนี้ ทีมผู้อำนวยการสร้างเลือกผู้กำกับชาวอังกฤษ รูเพิร์ต แซนเดอร์ส ผู้เป็นที่รู้จักดีจากภาพยนตร์แอ็กชั่นเอพิคเรื่อง Snow White and the Huntsman “รูเพิร์ต แซนเดอร์สคือคนที่เปี่ยมไปด้วยจินตนาการ” อาวี อารัด บอก “เขาชอบโปรเจ็กต์นี้มาก และเขาก็รู้ว่ามันสำคัญแค่ไหน ความรักที่รูเพิร์ตมีต่อศิลปะและการเล่าเรื่อง ทำให้เขาเป็นผู้กำกับที่เหมาะกับภาพยนตร์เรื่องนี้มากที่สุด”

 

แซนเดอร์สมีความคุ้นเคยกับหนังอนิเมะเรื่อง Ghost in the Shell เรื่องแรกอยู่แล้ว ซึ่งเขาเคยชมภาพยนตร์เรื่องนั้นว่าเป็นเหมือนหลักยุคสมัยในประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์ยุคใหม่ในแง่ที่ว่ามันคือการผสมผสานของสื่อญี่ปุ่นเข้ากับงานไซไฟยอดนิยม “งานแอนิเมชั่นแบบผู้ใหญ่มีความน่าตื่นตา” ผู้กำกับแซนเดอร์สบอก “มันวางมาตรฐานให้กับความงดงามของโลกอนาคต ตัวละครเมเจอร์ช่างน่าตื่นเต้น เธอทั้งทรงพลังและเซ็กซี่ เธอเป็นมนุษย์ เธอเป็นเครื่องจักร การผสมรวมของทุกองค์ประกอบเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผมหลงใหลมากในฐานะคนทำหนัง”

ไม่นานหลังจากแซนเดอร์สเซ็นสัญญากำกับภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม ปี 2014 เขาได้นำเอานิยายภาพจำนวน 110 หน้ามาเสนอให้ทีมผู้อำนวยการสร้างดู เพื่อวางรูปแบบงานที่เขาคิดจะทำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ “ผมอยากกลับไปหาโลกต้นแบบของ Ghost in the Shell ครับ” แซนเดอร์สอธิบาย “ภาษาภาพของมังงะเรื่องนี้มันสะดุดจินตนาการของผมมาก ดังนั้นผมจึงใช้หลายภาพจากมังงะต้นฉบับจับผสมรวมกันออกมาเป็นโครงเรื่องคร่าวๆ ครับ”

Ghost In The Shell ได้รับความนิยมอย่างไม่มีใครทัดเทียมในญี่ปุ่น แต่ก็มีผู้คนมากมายในอเมริกาและทั่วโลกที่เคยได้ดูและรักงานอนิเมะเรื่องนี้ “ภาพมันสะดุดเส้นประสาทมากเลยครับ” แซนเดอร์สบอก “ภาพเหล่านั้นได้กลายมาเป็นหลักสำคัญให้กับเราในการพัฒนาภาพยนตร์เรื่องนี้ เราไม่ได้สร้างมันขึ้นมาใหม่จากศูนย์ แต่เราก็ไม่ได้ลอกแบบมาเฟรมต่อเฟรมหรอกนะครับ”

 

เพราะรู้ดีว่าแฟนๆ ของงานแฟรนไชส์เรื่องนี้คงจะตั้งความหวังเอาไว้สูงทีเดียว ทางทีมผู้สร้างจึงพยายามอย่างเต็มที่ที่ไม่เพียงแต่จะต้องสนองความคาดหวังนั้น แต่จะต้องทำให้ได้มากเกินความคาดหวังด้วย “ก็ไม่ใช่ว่าขนบทั้งหมดของมังงะหรืออนิเมะจะถูกแปรงไปเป็นภาพที่ใช้คนแสดงแบบตรงๆ หรอกนะครับ แต่เราพยายามที่จะยึดมั่นกับจิตวิญญาณ ขณะที่นำมันไปสู่ดินแดนใหม่” ผู้อำนวยการสร้างบริหาร ซิลเวอร์ บอก “เมื่อคุณทำงานกับผลงานที่มีฐานแฟนอยู่ทั่วโลกแบบนี้ คุณต้องให้เกียรติแฟนๆ เหล่านั้น และให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาคาดหวัง จากนั้นก็ให้สิ่งที่เหนือไปกว่าความคาดหวังของพวกเขา”
ความตั้งใจของแซนเดอร์สคือการสร้างภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ขึ้นจากเนื้อหาเรื่องราวต้นแบบ ขณะเดียวกันก็ให้เกียรติกับหัวใจและแก่นเชิงปรัชญา รวมไปถึงภาพพิมพ์นิยมที่ทำให้เรื่องนี้ได้รับความนิยมไปทั่วโลก “เราเก็บเกอิชาเอาไว้เป็นฉากเปิดเรื่องของเรา” แซนเดอร์สบอก “เราเก็บรถเก็บขยะเอาไว้ เราเก็บบริษัทแฮนก้า คอร์ปอเรชั่นเอาไว้ และยังสิ่งเล็กๆ น้อยๆ อีกมากมายที่ผมเองก็เคยหลงใหลในฐานะของแฟนมังงะ” แซนเดอร์สคงไว้ซึ่งองค์ประกอบที่ทำให้เรื่องราวต้นฉบับได้รับความชื่นชม “ถึงแม้จะมีการพูดถึงมนุษย์ เทคโนโลยี การแบ่งแยกกัน แต่ภาพยนตร์ของเราก็คือการเดินทางไปสู่การค้นพบที่ถูกบอกเล่าผ่านเรื่องราวที่มีการสืบสวน เมเจอร์ไล่ตามคนร้าย ซึ่งนำไปสู่คำถามที่ว่า ผู้ชายคนนี้เป็นใคร เขาทำอะไร และทำไมเขาถึงทำ แต่เมื่อเธอเริ่มสืบเรื่องนี้ เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าเส้นทางของเขาและเส้นทางของเธอใกล้ชิดกันมากกว่าที่เธอคิดไว้”

หนึ่งในความท้าทายที่ทีมผู้สร้างต้องเผชิญ ก็คือ การทำให้แน่ใจว่าองค์ประกอบเรื่องหลักมีความชัดเจนสำหรับคนดูที่อาจไม่คุ้นเคยกับเรื่องราวต้นฉบับ “เราใช้เวลาเพื่อจะพัฒนามัน คนดูจะได้เชื่อมโยงกับคำถามต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากผลกระทบของเทคโนโลยีนี้ได้” อารี อารัดบอก

 

ในโลกที่มนุษย์สามารถปลูกถ่ายอวัยวะด้วยการปรับแต่งด้วยไซเบอร์ ตั้งแต่การมองเห็นอย่างคมชัด จนถึงการสื่อสารผ่านโทรจิต จนถึงความสามารถในการเผาผลาญแอลกอฮอลได้เร็วขึ้น การแฮ็คข้อมูลกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงชนิดใหม่ “นั่นคือก้าวกระโดดก้าวใหญ่จากสิ่งที่สมาร์ทโฟน เครื่องช่วยฟัง หรือเครื่องกระตุ้นหัวใจสามารถทำได้ในปัจจุบันนี้” อาวี อารัดตั้งข้อสังเกต “เทคโนโลยีที่จะพัฒนาสภาพร่างกายของพวกเราให้ดีขึ้น มีให้เห็นอยู่ในวงการแพทย์ สิ่งน่าทึ่งต่างๆ กำลังเกิดขึ้น แต่ถ้าเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกตกไปอยู่ในมือคนไม่ดี มันอาจจะก่อความเสียหายได้”

ในอนาคตของ Ghost in the Shell อาชญากรไม่เพียงแต่เข้าไปในบัญชีธนาคารของคุณได้เท่านั้น แต่ยังสามารถเข้าถึงความทรงจำของคุณ และควบคุมพฤติกรรมของคุณได้ด้วย การจับกุมผู้ก่อการร้ายไซเบอร์เหล่านี้จำต้องมีหน่วยงานควบคุมกฎหมายกลุ่มใหม่ หน่วยต่อต้านการก่อการร้ายระดับหัวกะทิอย่าง เซ็คชั่น 9 ประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการปรับแต่งร่างกายด้วยเทคโนโลยีล่าสุด ซึ่งรวมถึงเมเจอร์ด้วย “ในโลกที่ข้อมูลคือราชา กุญแจที่ไขไปสู่การเอาชีวิตรอดก็คือการปกป้องความเป็นส่วนตัว” ผู้อำนวยการสร้าง ไมเคิล คอสติแกน อธิบาย “นั่นคือจุดที่เซ็คชั่น 9 ก้าวเข้ามา”

ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ต่างรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบในการรักษาไว้ซึ่งความสมบูรณ์ของงานแฟรนไชส์เรื่องนี้ ตั้งแต่การเขียนบท การพัฒนางาน และการถ่ายทำ ทางทีมผู้สร้างต้องย้อนกลับไปหามังงะและอนิเมะเพื่อหาแรงบันดาลใจ นอกจากนี้ มาโมรุ โอชิอิ ผู้กำกับของภาพยนต์แอนิเมชั่นสองเรื่อง และเคนจิ คามิยามะ ผู้กำกับของซีรีส์ทางทีวี ยังได้รับเชิญให้เดินทางมาเยี่ยมกองถ่ายภาพยนตร์เรื่องนี้ในระหว่างที่มีการถ่ายทำกันในฮ่องกงอีกด้วย

 

“รูเพิร์ตมีจินตนาการของเขาเองกับเรื่องนี้ครับ” โอชิอิ บอก “นี่คือภาพยนตร์ที่งดงามที่สุดในภาพยนตร์ชุดนี้ก็ว่าได้ รูเพิร์ตเริ่มต้นด้วยการจัดวางองค์ประกอบ สีสัน และไอเดียในการจัดแสง ในฐานะที่ตัวผมเองก็เป็นผู้กำกับ ผมเชื่อว่ามันดีที่สุดสำหรับผู้กำกับที่จะทำตามสิ่งที่เขาได้จินตนาการเอาไว้ ดังนั้น ผมจึงอยากให้รูเพิร์ตได้ทำเช่นนั้น สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สันก็แสดงได้เกินความคาดหวังของผมในบทเมเจอร์ครับ

มากิ เทราชิม่า-ฟุรุตะ รองประธานฝ่ายโปรดักชั่นของ I.G. USA ซึ่งเป็นผู้ผลิตงานอนิเมะญี่ปุ่นเรื่อง Ghost in the Shell รวมถึงซีรีส์ทางทีวีด้วย กล่าวเสริมว่า “ผมรู้สึกนับถือภาพยนตร์ที่รูเพิร์ตกำกับไว้อย่างมาก Ghost in the Shell คืองานที่โดดเด่นอย่างมากในยุคสมัยของมัน และผู้คนยังคงทึ่งกับมัน แม้เวลาจะผ่านไปถึง 20 ปี หลังจากที่มันถูกสร้างออกมาเป็นครั้งแรก ผมแน่ใจว่าจะต้องมีภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่องนี้ออกมาอีกแน่”

แซนเดอร์สรู้สึกภูมิใจที่ได้สืบสานตำนานของ Ghost in the Shell ต่อไป “เราทุกคนรู้สึกว่าเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพวกเราที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมนั้น” แซนเดอร์สกล่าว “เรามีคนจากญี่ปุ่นที่คอยอยู่กับเราตลอดเวลาขณะที่เราถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้กันอยู่ เราอยากเป็นส่วนหนึ่งของนักเล่าเรื่องกลุ่มนี้ และเราก็อยากให้พวกเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงานของพวกเราด้วยครับ”

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *